xxx of yyy characters
Join Group
Google Translation: Off

When Google Translation is on, topics and messages in this group will be machine-translated to your language by Google.

Messages


Topic: รวมเรื่องน่ารู้ของ Apple
เรื่องที่หลายคนรู้แล้ว แต่อีกหลายคนยังไม่รู้

เรารวมมาให้ที่นี่แล้ว
Feb 16
1:15 PM


Note: To add an image or link in your message, use <img src="http://www.hi5.com/example.jpg"> or <a href="http://www.hi5.com/example.html">Text </a>

 
 

  
'That 'vision thing' ,public speaking, motivating teams, and helping to create really amazing products.'
นี่คือวลีบ่งความสามารถในเอกสาร Resume ของ 'Steve Paul Jobs' หรือที่เราคุ้นหูกันอย่างสั้น 'Steve Jobs'

เผื่อใครที่รู้จักในระดับไม่คุ้น Steve Jobs ปัจจุบันเป็นผู้บริหารระดับสูงแห่งบริษัท Apple Computer ที่ได้รับการโหวตว่าเป็นบริษัทที่ควรค่าแก่การยกย่องที่สุดในโลก มีนวัตกรรมยอดเยี่ยมที่สุดในโลก 3 ปีซ้อน และเป็นตราสัญลักษณ์ Brand ที่ทรงพลังที่สุดในโลก โดยเฉพราะอย่างยิ่งในกลุ่มที่ถูกจัดว่าเป็น 'Inspiring Brand' หนทอยี่ห้อที่ดลใจที่สุด ถึงกับมีผู้เปรยว่า "เป็นสินค้าที่ผู้บริโภคไม่อยากมีชีวิตอยู่หามไม่ได้ใช้" นอกจากนี้ เขายังเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งบริษัท Pixar Animation Studios อันโด่งดัง

ประวัติของเขาหากจะให้เล่าอย่างละเอียดอาจจะต้องพื้นที่ซัก 1-2 ชั้นวางหนังสือ ซึ่งนั่นก็จริง เพราะมีหนังสือเกี่ยวกับชีวะประวัติของเขามากมาย ชนิดใช้คำว่า "นับไม่ถ้วน" ได้ไม่เคอะเขิน

Steve Jobs เป็นลูกกำพร้าที่แม่บังเกิดเกล้าไม่ต้องการ ถูกส่งต่อและชุบเลี้ยงด้วยพ่อแม่บุญธรรมตระกูล Jobs ที่ไม่มีใครเรียนจบมหาวิทยาลัยเลยซักคน แต่ยังกระเสือกกระสนส่งเสียเขาเรียนจบชั้นมหาวิทยาลัยได้ตามเงื่อนไขที่แม่ของทารกน้อยขอไว้ก่อนที่จะส่งมอบชีวิตลูกให้แก่ตระกูล Jobs แต่ต่อมาเขากลับยุติสถานภาพนักศึกษาใน Read College ลงด้วยมือตนเอง ด้วยเหตุผลที่ว่าเขามีความสุขกับการเลือกเรียนในวิชาที่เขาสนใจมากกว่าต้องดำเนินการเรียนรู้ไปตามหลักสูตรที่มีใครมากำหนดให้-ฟังดูเป็นคำอ้างที่เข้าท่า แต่มันวิเศษมากกว่าที่ทำให้เด็กชายคนนั้นก้าวขึ้นมาเป็นบุคคลที่ทรงอิทธิพลของโลกได้ในไม่กี่วิบปีถัดมา

ปี 1976 ด้วยวัยเพียง 21 ปี Jobs และ Steve Wozniak ร่วมก่อตั้งบริษัท Apple Computer ขึ้นในโรงรถของครอบครัว Jobs(นับว่าเป็นจุดเริ่มต้นของบริษัทที่น่าจดจำและถูกกล่าวถึงมากที่สุด) หลังจากนั้นไม่นาน เครื่อง Apple l ก็ได้ถูกส่งสู่สายตาประชาชน

ในช่วงปี 80-90 คอมพิวเตอร์เป็นสิ่งที่ไกลตัวเกินไปสำหรับผู้ใช้ Jobs เขาตระหนักถึงปัญหาและแก้ไขด้วยความคิดที่นอกกรอบอันเป็นเอกลักษณ์โดดเด่นประจำตัว คือการทำให้คอมพิวเตอร์เป็นมิตรกับผู้ใช้มากที่สุด ให้เหมือนกับเครื่องปิ้งขนมปังหรือเฟอร์นิเจอร์ที่ต้องตาน่าสัมผัส อยากรู้จัก อยากเข้าใกล้ ไม่ใช่เป็นเครื่องมือทะมึนทึบที่ตั้งตะหง่านอยู่มุมบ้าน-ผลที่ได้คือ iMac ที่มีรูปทรงสวยงามดึงดูดใจใช้งานง่าย เต็มไปด้วยความลงตัว ถูกขายหมดฝนช่วงเวลาอันสั้นจนเข้าสภาวะ "ขาดตลาด" ทันทีที่มีการเปิดตัว

Jobs แสดงแนวความคิดนอกกรอบอีกครั้งด้วยการชักชวน John Scully ที่ขณะนั้นเป็นผู้บริหารระดับสูงและว่าที่ประธานบริษัทแห่ง Pepsi-Cola เข้ามาดำรงตำแหน่งเดียวกันในบริษัท Apple Computer ทั้งที่ 2 บริษัทนี้ไม่มีอะไรใกล้เคียงกันเลยในแง่ผลิตภัณฑ์

"คุณต้องการจะใช้ช่วงชีวิตที่เหลืออยู่ไปกับการขายน้ำหวาน หรือว่าต้องการโอกาสที่จะเปลี่ยนแปลงโลกนี้กันแน่?" เสียงแห่งความมั่นใจของชายหนุ่มวัน 28 ปี ที่ท้าทายชายวัย 44 ปี จบลงด้วยการตกลงปลงใจของ Scully......
Feb 16
1:16 PM


Note: To add an image or link in your message, use <img src="http://www.hi5.com/example.jpg"> or <a href="http://www.hi5.com/example.html">Text </a>

 
 

  
เหมือนหนังหักมุม 3 ปีต่อมา Scully คนเดียวกับที่ Jobs เคยไว้ใจกลับกลายเป็นหนึ่งในผู้บีบให้ Jobs ต้องลาออกจากบริษัท Apple Computer ที่เขาฟูมฟักมาตลอก 10 ปี ว่ากันตามตรงแล้ว Jobs ไม่ได้เป็นฝ่ายถูกรังแกข้างเดียว ถึงแม้เขาจะเป็นผู้นำที่ชาญฉลาดชนิดหาตัวแทนไม่ได้ และเป็นบุคคลที่นำพาบริษัท Apple ประสบความสำเร็จอย่างไม่มีข้อกังขา แต่ด้วยอุปนิสัยที่เกรี้ยวกราด โมโหร้าย ชอบเรียกร้อง เอาแต่ใจ และคลั่งไคล้ในความสมบูรณ์แบบจนเกินไปของเขาเป็นปัญหาของผู้คนในบริษัท รวมถึงความขัดแย้งระหว่างเขาและ Scully ถึงขั้นมีปากเสียงด้วยกัน

แต่ว่าก็ว่าเถอะ สิ่งที่ Jobs เป็น นั่นคือหลักฐานของทักษะในการเป็นผู้นำของเขา

"Steve กระตุ้นพวกเรา เขามีความสามารถที่ถ้าไม่ทำให้เรารู้สึกว่าเป็นพระเจ้า ก็คงรู้สึกเหมือนเป็นตัวตลก กสนทำงานร่วมกับเขาเป็นประสบการที่น่ากลัวและน่าลุ่มหลง เขาจะบอกว่าตัวคุณมีค่าแค่ไหนต่อหน้าทุกคน การได้เห็นใครสักคนถูกเขาประหารต่อหน้าอย่างนั้นทำให้คุณเกิดความรู้สึกหวาดกลัวมากจนทำให้ต้องทุ่มเทกับงานนานกว่าปกติหลายชั่วโมง แม่เมื่อไหร่ที่เขาชมว่า คุณนั้นยอมเยี่ยม มันทำให้ทุกอย่างดูมีค่าไปหมด ซึ่งมันก็ช่วยให้เราตั้งใจทำงานจนเกินขีดพลังไปเลย" Guy Kawasaki นักการตลาดแห่ง Apple ยุคบุกเบิกบัณทึกความหลังเอาไว้ในหนังสือ 'The Apple Way'

หลักจากยื่นใบลาออก และขายหุ้นของ Apple ทิ้งไว้เหลือเพียงหุ้นเดียว Jobs ก่อตั้งบริษัท 'NeXT' ที่ตั้งใจสร้างขึ้นมาเพื่อปะทะกับ Apple โดยตรง ณ ตลาดการศึกษาที่เป็นหัวใจหลักของ Apple ซึ่งเป็นปีเดียวกับที่เขาจับพลัดจับพลูไปจับมือกับ Edwin Catmul ก่อตั้งบริษัท Pixar Animation Studios จนโด่งดังและประสบความสำเร็จมหาศาล

ส่วนบริษัท Apple Computer ที่ขณะนั้นกำลังดำรงธุรกิจด้วยความยากลำบากจากสภาวะผู้นำสภาพย่ำแย่ กล่าวได้นัยหนึ่งว่า พวกเขาได้สูญเสียจิตวิญญาณ หัวใจ และผู้นำที่แท้จริงของบริษัทไปแล้วตั้งแต่ที่ Jobs เดินออกไป (แน่ล่ะ-รู้ไหมว่าชื่อเล่นของบริษัท Apple คือ "บริษัท Jobs และผองเพื่อน") หุ้นของ Apple ดิ่งลง สูญเสียส่วนแบ่งตลาดมากขึ้น ในที่สุด John Scully ตัดสินใจยุติบทบาทผู้นำบริษัท Apple ของตนลงในปี 1993

ก่อนที่ Jobs จะกลับมาในปี 1997
เหตุผลหลักก็คือ ไม่มีใครรู้วืธีที่จะสร้างเครื่อง Macintosh รุ่นต่อไปแล้ว นอกจากเขาเท่านั้น

การดึงตัว Jobs กลับมา นับได้ว่าเป็นสิ่งที่ 'Gil Amelio' CEO แห่ง Apple ในขณะนั้นตัดสินใจได้อย่างถูกต้องที่สุด ถึงแม้เขาจะลาออกในเวลา 1 ปีต่อมา แต่ผลที่ได้คือ ทันทีที่ Jobs กลับมาเท่ากับการกลับมาของ Apple ด้วยเช่นกัน

iMac ขายได้กว่า 278,000 เครื่องภายใน 6 สัปดาห์ ibook ประกาศยอดขายภายในปี 2001 ได้เกือบ 1ล้านเครื่อง โดยเฉพราะอย่างยิ่ง ipod เครื่องเล่น mp3 ที่มียอดขายกว่า 2 ล้านเครื่องในระยะเวลา 2 เดือน! กระทั่งวันนี้ ipod ขายได้มากกว่าสินค้าเดียวกันยี่ห้ออื่นขายรวมกันทั่วโลกเสียอีก

ไม่ใช่ยอดเยี่ยมเพียงยอดขาย 3 ผลิตภัณฑ์แห่ง Apple ยังคว้ารางวัลด้านดีไซน์ต่างๆ ที่ล้วน "ที่สุดในโลก" มายืนยันความเจ๋งด้วย โดย iMac คว้ารางวัล Industrial Design Excellence Awards(IDEA) ส่วน iBook และ iPod ได้รางวัล "ที่สุดของที่สุด" จาก Design Zentrum Nordrhein Westfalen,Essen จากประเทศเยอรมณี

เบื้องหลังแห่งความสำเร็จทางด้านดีไซน์เหล่านี้ Jobs มีบทบาทที่สำคัญในทุกเรื่องราวทุกขั้นตอน-ย้ำ...ทุกขั้นตอน

ความสามารถ รวมถึงผลงานที่ประจักษ์ถึงความอัจริยะของ Jobs ทำให้ปัจจุบันเขาเป็นผู้ที่ทุกคนบนโลกต้องจับตามอง ไม่ว่าจะเป็นสายตาแบบไหนจากค่ายใดก็ตาม

หลักฐานคือความสำเร็จของ iPhone ที่ Apple แทบไม่ต้องลงทุนโฆษณาเลย เพียงเพราะ Steve Jobs เป็นผู้ทำการประกาศเปิดตัวด้วยตัวเองในงาน Macworld 2007

'That 'vision thing' ,public speaking, motivating teams, and helping to create really amazing products.'
วลีบ่งความสามารถใน Resume ของเขา แสดงตัวตนของ Jobs ได้อีกนิดว่า...เขาถ่อมตัวอย่างเหลือร้ายทีเดียว
Feb 16
1:18 PM


Note: To add an image or link in your message, use <img src="http://www.hi5.com/example.jpg"> or <a href="http://www.hi5.com/example.html">Text </a>

 
 

  
ความคิดที่แตกต่าง...

ในปี 1997 แคมเปญโฆษณาที่ชื่อว่า 'Think Different' ของ Apple ถูกส่งสู่สายตาคนทั่วอเมริกา พวกเขาอัญเชิญบุคคลสำคัญของโลกทั้งหลายเช่น อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์, มหาตมะ คานธี, บ็อบ ดีแลน, มาร์ติน ลูเธอร์ คิง, จอร์น เลนน่อน และอีกมากมายที่เคยสร้างปรากฎการณ์เปลี่ยนแปลงโลกนี้ได้ด้วย "ความคิดที่แตกต่าง" มารวมตัวกันอยู่ในโฆษณาชุดนี้

พวกเขาไม่ได้คิดคำโฆษณาสวยหรูที่ติดหูคนทั่วโลกชุดนี้ เพียงเพื่อทำให้ตัวเองมีภาพลักษณ์ที่ดี หรือเพียงเพื่อรองรับการสร้างโฆษณาแต่เป็นเพียงปรัชญาในการทำงานของบริษัท ที่ถูกกร่อนจนเป็นวลีสั้นๆ และนำมาประกอบโฆษณาต่างหาก

Apple ดำรงอยู่ด้วยการ "คิดต่าง" อย่างที่ว่ามาตั้งแต่เริ่มก่อตั้งบริษัท (ถึงแม้ตอนนั้นจะมีเพียง Steve jobs และ Steve Wozniak ก็ตาม) หลักฐานก็คือ ในปีที่ Apple กำเนิดขึ้น ทุกคนบนโลกล้วนรู้จักคอมพิมเตอร์ในรูปแบบของ 'DOS' ที่ต้องใช้งานผ่านการพิมพ์บนคีบอร์ด พวกเขาก็ปฎิวัติวงการคอมพิวเตอร์ด้วยการนำอุปกรณ์ที่ชื่อว่า "เมาส์" และ 'Graphic User Interface'(ก็พวกหน้าตาของ Desk top หรือ Folder ที่เราเห็นกันนั่นแหละ) มาใช้เป็นรายแรกซึ่งเป็นการพลิกโฉมของคอมพิวเตอร์ไปตลอดกาล...

แม้แต่โลโก้ของบริษัทที่แสนเรียบง่าย โค้งมน ก็ยังคงแตกต่างจากบริษัทคอมพิวเตอร์ร่วมยุค ที่ส่วนใหญ่แล้วมักจะออกแบบให้รู้สึกมั่นคง น่าเชื่อถือ แข็งแรง แต่ผลที่ได้กลับตรงกันข้าม คือไม่น่าเข้าใกล้ ไม่อยากคบหา และสัมผัสได้ยาก เหมือนที่เรายังคงเกร็งเสมอเวลาอยู่ต่อหน้าพนักงานธนาคาร

ความที่แตกต่างในแบบฉบับบริษัท Apple ถูกนำมาประยุกต์เป็นหลักในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ทุกชิ้นอัน ภายใต้การหมกมุ่นพัฒนา 3 อย่าง คือ ประสิทธิภาพ(Quality) ความล้ำสมัย(Innovation) และความเรียบง่าย(Simplicity) หลักฐานฟ้องคาตาจากผลิตภัณฑ์ทุกชิ้น

นั่นแหละ ธรรมชาติของความคิดที่เรียบง่ายคือ...คิดโคตรยาก!
แต่แม้ยาก ผลงานมากมายที่ได้มาก็คุ้มค่า เช่น ความคลาสสิกของ Macbook ที่อยู่มานานร่วม 2 ปีโดยไม่มีเปลี่ยนหน้าตา และกำลังขายดีแบบก้าวกระโดด หรือฟังค์ชั่นที่กระแทกใจคนทั่วโลกอย่าง 'Multi-touch'(ระบบสัมพัสพร้อมกัน 2-3 จุด) โดยไม่ต้องสร้างปุ่มมาเพิ่มความวุ่นวายให้ผู้ใช้ หรือ 'Click Wheel'(ระบบวงล้อแบบสัมผัส) บนหน้าจอ iPod ที่ยังไม่มีใครสามารถทำได้ดี นุ่มนวลและใช้งานเสถียรได้เท่า รวมถึงการออกแบบโปรแกรมที่ใช้งานสบายเข้าใจง่าย รูปลักษณ์ที่พิถีพิถัน จนส่งให้ Macintosh เป็นคอมพิวเตอร์ที่มีการผสมผสานงานศิลป์กับเทคโนโลยีได้อย่างลงตัว สวยงามจนอยากเอาไปโชว์คนอื่น

ซึ่งไม่แปลก เพราะตลอดเวลาที่บริษัทอื่นล้วนมุ่งทุ่มงบก้อนที่ใหญ่อันดับหนึ่งให้ความสำคัญแก่การตลาด การประชาสัมพันธ์ หรือการโฆษณา การสนับสนุนคอนเสิร์ต หรือมอบเงินแก่การกุศล หรืออะไรก็ตามที่อาจทำให้ถูกผู้คนจดจำ ซึ่งเป็นเส้นทางแห่งความสำเร็จของการสร้างแบรนด์อย่างที่นักการตลาดทุกคนร่ำเรียนเขียนอ่าน แต่ Apple โยนทิ้งตำรา ทุ่มทุนกว่าครึ่งของงบประมาณไปกับแผนกวิจัยและพัฒนาอย่างไม่มีทีท่าว่าจะลดลง

ครั้งหนึ่งมีคนถาม Steve Jobs ผู้นำแห่งบริษัท Apple ว่า ถ้าเขาอยู่ในภาวะเศรษฐกิจโลกกำลังถดถอย เขาจะทำอย่างไร? จะปลดพนักงานเพื่อลดรายจ่ายไหม หรือจะลดงบประมาณด้านพัฒนาลงหรือไม่

Jobs ส่ายหน้า บอกว่าไม่มีทางปลดพนักงานออก และไม่คิดลดงบประมาณการพัฒนา แถมให้เหตุผลว่า "ช่วงเวลาที่เศรษฐกิจกำลังทรุด เรามีโอกาสพัฒนาสินค้าให้ก้าวหน้าได้ และเมื่อเศรษฐกิจกลับสู่สภาพเดิม เราจะเป็นผู้นำทันที!" -ฟังดูห่าม แต่ทำจริง! ในช่วงปี 2000-2002 Apple ประสบปัญหาด้านการเงินอย่างสูง กำไรต่อปีจาก 8,000ล้านเหรียญสหรัฐฯ เหลือ 5,700 ล้าน ตอนนั้นเขาก็ยังอัดเงินสู่ฝ่ายวิจัยและพัฒนาเพิ่มขึ้นจาก 380 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เป็น 446 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หน้าตาเฉย

เป็นเรื่องที่น่าขำ เพราะตอนนั้นแนวคิดของ Apple ที่มุ่งไปพัฒนาด้านนวัตกรรมอย่างเดียวนั้นเป็นเรื่องที่น่าหัวเราะ และไม่มีใครคิดจะทำ แต่ต่อมาไม่นาน สิ่งที่พวกเขาได้รับก็คือ Macintosh คอมพิวเตอร์ที่ขายดีเป็นอับดับ 1 และ Apple ได้ชื่อว่าเป็นบริษัทที่มีนวัตกรรมดีที่สุดในโลก.....
Feb 16
1:20 PM


Note: To add an image or link in your message, use <img src="http://www.hi5.com/example.jpg"> or <a href="http://www.hi5.com/example.html">Text </a>

 
 

  
'Dr.Pilips Kotler' ปรมาจารย์ด้านการตลาดเจ้าของตำรา 'Marketing Management' ที่นักการตลาดทั่วโลกใช้ร่ำเรียน เคยกล่าวไว้ในงานสัมมนาครั้งหนึ่ง เขาทักทายผู้ร่วมงานว่า "นักการตลาดทั้งหลายเอ๋ย ในฐานะที่พวกท่านเป็นผู้นำทางมาร์เกตติ้ง...ท่านต้องหันกลับไปมอง Apple" -ครับ Apple ที่ไม่ได้ทำอะไรตามตำราการตลาดเลยสักนิด

จะไม่เชื่อก็ได้ แต่พวกเขาแทบไม่เสียเงินให้กับการโฆษณาหรือประชาสัมพันธ์แต่อย่างใด โฆษณาชุด 'Think Different' ก็เป็นโฆษณาของ Apple ที่สามารถหาดูได้ยาก เพราะมีน้อยชิ้นเหลือเกินแต่ทำไมบริษัทที่ไม่สนใจการโฆษณาหรือประชาสัมพันธ์ ยังได้ครองแบรนด์ยอดนิยมอันดับ 1 ของโลกและอันดับ 6 ของแบรนด์ทรงคุณค่า แถมยังคงขายดีเป็นเทน้ำเทท่าเล่า?

เขาคิดกันอย่างนี้. 'เมื่อมีสินค้าที่ดี ใครจะไม่ยอมมีไว้ใช้?' และ 'เมื่อมีข่าวคราวที่ดี และกำลังเป็นที่นิยม สื่อหน้าไหนจะไม่อยากนำเรื่องราวของมันไปบอกต่อ? ' -ซึ่งก็จริง เพราะ iPhone ที่กำลังดังกระหึ่มโลกขณะนี้ Apple นอกจากร่อนแคมเปญก่อนงานเปิดตัว 1 สัปดาห์แล้ว ก็ไม่ได้จ่ายเงินซักเหรียญเพื่อทำการโฆษณา แต่หลังจากนั้นมันก็ถูกนำไปลงสื่อทั่วโลก อย่างนิตยสาร Times ที่นอกจากยกย่องให้เป็นสุดยอดนวัตกรรมแห่งปี ก็นำ iPhone ไปลงปกมาแล้ว! ไม่ต้องมองไกลถึงนิตยสารที่เกี่ยวกับการออกแบบหรือเทคโนโลยีทั่วโลกหรอก 'คู่สร้าง คู่สม' บ้านเราก็เอาไปพูดถึงกับเขาเหมือนกัน

หรือหากย้อนกลับไปอีกนิด ในฤดูใบไม้ร่วงปี 2001 ที่ทุกคนกำลังคลั่งไคล้กับวัฒนธรรมของ 'CD Walkman' ไม่มีใครล่วงรู้มาก่อนว่าอีก 1 อาทิตย์จะมีเทคโนโลยีที่จะเปลี่ยนวัฒนธรรมของพวกเขาได้ เวลานั้นสื่อมวลชนในประเทศอเมริกาได้รับบัตรเชิญปริศนาจาก Apple ที่โปรยข้อความ 'เชิญไปร่วมงานเปิดตัวอุปกรณ์ดิจิทัลใหม่ล้ำสมัยที่สุด (ใบ้ให้ว่าไม่ใช่เครื่อง Mac)'

หลังจากนั้นไม่กี่อึดใจ โลกก็ได้รู้จัก 'iPod' เครื่องเล่นไฟล์เพลง MP3 เครื่องแรกของโลก ก่อนที่มันจะถูกขายไปถึง 125,000 เครื่องในปลายฤดูหนาวปีเดียวกัน

การ "เซอร์ไพร์ส" แบบ 'กั๊ก'ข่าว ที่ดูน่าหมั่นไส้เอามากๆฉบับ Apple นี้ เป็นสิ่งที่ถูกคิดและวางแผนไว้แล้วเพื่อดึงดูดความสนใจเพิ่มสีสันน่าตื่นเต้น ซึ่งพวกเขาก็หวงแหนและรักษา 'ความลับ' ของผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ยังไม่เปิดตัวเอามากๆ จนว่ากันว่าคนทั่วโลกที่รู้ล่วงหน้าว่า Apple กำลังทำอะไร มีไม่ถึง 10 คน! ต่างกับบริษัทอื่นที่พนักงานรู้ล่วงหน้าว่าบริษัทของตัวเองกำลังจะมีอะไรใหม่ถึง 6 เดือน ยิ่งถ้าเป็นฝ่ายวิจัยพัฒนาแล้วก็ 2 ปี....

แต่ไม่รู้ใครช่างปล่อยข่าวออกมาว่า Apple ตอนนี้เปรียบเสมือน 'พ่อมดหมดมนต์ขลัง' ที่กำลังจะสิ้นฤทธิ์ในการเสกสร้างสุดยอดเทคโนโลยีใหม่ใดอีก
"ไม่จริงหรอก ยังมีอีกเยอะ" -นี่ก็อีกข่าว แต่คราวนี้เรารู้ว่าใครเป็นผู้ปล่อย

เห็นว่าชื่อ 'Steve Jobs'

อืม...ควรจะเชื่อใครดีเนี่ย?
Feb 16
1:21 PM


Note: To add an image or link in your message, use <img src="http://www.hi5.com/example.jpg"> or <a href="http://www.hi5.com/example.html">Text </a>

 
 

  
ผู้ออกแบบผลิตภัณฑ์ของ Apple...

ใครที่ตัดสินใจเลือกใช้ Apple เพราะดีไซน์ น่าจะทำความรู้จัก 'โจนาธาน พอล ไอฟ' (Jonathan Paul Ive) เอาไว้สักหน่อย ไม่, เขาไม่ได้สำคัญอะไรมากมายนัก ก็แค่เป็นผู้ออกแบบผลิตภัณฑ์แทบทุกชิ้นของ Apple ก็เท่านั้น

Ive เป็นนักออกแบบชาวอังกฤษที่เติบโตมาในยุคคอมพิวเตอร์ยังไม่พัฒนา เริ่มรู้จักการออกแบบตั้งแต่ยังเดินไม่ค่อยคล่อง และคลั่งการหลั่งไอเดียมาตลอดนับแต่ตอนนั้น จนกระทั่งวัย 14 ปีก็เริ่มเข้าขั้น 'หนัก' เพราะพวกเล่นออกแบบทุกสิ่งทุกอย่างที่ขวางหน้า ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ ผลิตภัณฑ์ เครื่องใช้ไฟฟ้า สุขภัณฑ์

โดยไม่ต้องรอผู้ใหญ่เห็นแวว เขาตั้งดินสอปากกามุ่งหน้าร่ำเรียนด้านการออกแบบโดยตรงที่ North Umbria University (ปัจจุบันคือ Newcastle Polytechnic, ใช่! เขาเป็นเด็กช่างกล)

จนกระทั่งจบการศึกษา เขาจับมือกับเพื่อนก่อตั้งบริษัทชื่อ Tangerine ที่รับงานออกแบบทุกสิ่งทุกอย่างตามที่เขาทำมาตั้งแต่เด็ก รถยนต์ ผลิตภัณฑ์ เครื่องใช้ไฟฟ้า สุขภัณฑ์ ฯลฯ -ไม่รู้เรียกว่าพวกไม่รู้จักโตได้รึเปล่า แต่ถ้าอ้างคำของไอน์สไตน์ที่ว่า "อย่าลืมความเป็นเด็ก" ก็น่าจะเข้าท่าดีเหมือนกันในกรณีนี้...

อย่างที่บอกว่า Ive เติบโตมาในยุคก่อนคอมพิวเตอร์เฟื่องฟู เมื่อรู้ว่าไอ้กลุ่มเศษเหล็กที่เรียกว่าคอมพิวเตอร์น่าจะช่วยทำงานด้านศิลป์ได้ เขาจึงหัดจับเมาส์เขย่าคีบอร์ด ก่อนจะพบว่าเครื่องแมคอินทอชนี่มันเจ๋งชะมัด! และลงมือค้นคว้าเกี่ยวกับบริษัท Apple ที่เขาประทับใจ ว่าก่อตั้งอย่างไร เดินไปทางไหน อุดมการณ์เป็นยังไง ก่อนที่จะหิ้วพอร์ตโฟลิโอซื้อตั๋วรถทัวว์ไปสมัครงานกับ Apple ซึ่งขณะนั้นต้องการที่ปรึกษาด้านดีไซน์อยู่พอดี

หลังจากคุยกับ John Scully (ผู้บริหารระดับสูงสุดของ Apple ในขณะนั้น) เขาก้ต้องกลับไปนั่งกัดเล็บคิดหนัก เพราะหลงรักกับอุดมการณ์ของบริษัทนี้เหลือเกิน แต่ก็ยังมีบริษัท Tangerine ของตัวเองอยู่ ก่อนตัดสินใจอย่างกำปั้นทุบดิน (จริงๆ แล้วไม่ได้ทุบ) ว่าจะหิ้วสัมภาระไปทำงานประจำที่ California รังใหญ่ของ Apple ในปี 1992

แต่ทางไม่ได้โรยด้วยกลีบลิลลี่ เพราะ John Scully ไม่ได้มองเรื่องศิลป์เป็นสิ่งสำคัญสำหรับคอมพิวเตอร์ จึงทำให้เขาผู้ซึ่งอยู่ในทีมออกแบบต้องหัวเสียไปขนานใหญ่ เพราะงบประมาณด้านการออกแบบไม่เข้าออกแบบอะไรไปก็ไม่ถูกใจ แถมผลกำไรขณะนั้นก็เกิดยุบตัวฮวบฮาบจนมีทีท่าว่า Apple จะเน่าเสียแล้ว แต่ Ive ก็ยังกัดฟันสู้จนกระทั่งทุกอย่างเริ่มเปลี่ยนแปลงเมื่อ Steve Jobs(ผู้ก่อตั้ง และผู้บริหารสูงสุดของ Apple คนปัจจุบัน) ที่ถูกบีบออกจากบริษัทเมื่อปี 1985 กลับมาในปี 1997 ซึ่งเป็นปีเดียวกับที่ Ive ไต่เต้าจนได้เป็นหัวหน้าทีมออกแบบพอดี

หลังจากเพียงปีเดียว Apple ก็กลายเหมือนทีมฟุตบอลโด๊ปยา ที่เล่นผิดหูผิดตาต่างจากครึ่งแรก

เพราะงานออกแบบที่ผ่านจากขุมสมองของ Ive ถ่ายทอดออกมาตรงใจของ Steve Jobs กลายเป็นก้าวแรกของโลกคอมพิวเตอร์ยุค New ROM ที่มีการพัฒนาเทคโนโลยีให้สูงขึ้น รวมถึงเปลี่ยนรูปลักษณ์หน้าตาของคอมพิวเตอร์ที่ทะมึนทึบไปสิ้นเชิง (ถึงแม้ว่าบางค่ายก็ยังทำได้ทะมึนอยู่ก็ตามที)

หลักฐานคือ iMac G3 ที่โด่งดัง ซึ่งขายไปกว่า 2 ล้านเครื่องในเวลาไม่ถึงปี..
Feb 16
1:35 PM


Note: To add an image or link in your message, use <img src="http://www.hi5.com/example.jpg"> or <a href="http://www.hi5.com/example.html">Text </a>

 
 

  
ผลพวงจากการออกแบบ iMac และ iPod ทำให้ชื่อของ Ive ขึ้นสู่ดีไซเนอร์ที่ยอดเยี่ยมที่สุด ด้วยตำแหน่ง Designer of the year โดย Design Museum ในปี 2002 แต่เขาไม่ใช่ศิลปินประเภทขี้ฟลุค เพราะผลงานต่อมาของ Ive ไม่หย่อนคุณภาพลงสักนิด หลักฐานคือลูกหลานตระกูล iPod เช่น Mini, Nano, Shuffle, หรือ iMac รุ่น G ต่างๆ รวมถึงโน๊ตบุ๊ก(หรือใครเรียก Laptop ก็ตามสบายใจ) Powerbook, iBook, Macbook จนกระทั่ง iPhone ที่ใช้กันทั่วเมืองขณะนี้ ที่ทำให้เขาได้รับรางวัลเดียวกันติดต่อ 2 สมัย จนตอนนี้กรรมการทั้งหลายคงเริ่มเบื่อหน้า ก็เลยจับเขามานั่งเป็นกรรมการตัดสินด้วยเสียเลย นี่ยังไม่รวมถึงรางวัลจากสถาบันอื่นมากมายที่เขาและทีมออกแบบของ Apple ไปคว้ามาจนไม่ตู้จะวางโชว์เกรงว่าถ้าบอกจนหมดจะต้องเปลืองหน้ากระดาษเกินจำเป็น

ที่ไม่ธรรมดากว่านั้น Ive ได้รับพระราชทานยศอิสริยาภาณ์ขั้นที่ 2 จากสมเด็จพระราชินีอลิซาเบธที่ 2 หรือที่ฝรั่งเขาเรียกว่า 'Commander of the Most Excellent Order of the British Empire' (CBE) ที่มอบไว้สำหรับผู้ที่ไม่ได้ไปรบแต่ก็สร้างชื่อเสียงให้แก่ชาติอังกฤษ จนส่งผลให้ประเทศสืบต่อไปได้...

พูดให้เท่มากๆ ก็คือ Ive ปกป้องชาติด้วยการออกแบบ!

ด้วยประสบการณ์และผลงาน ปัจจุบัน โจนาธาน ไอฟ เป็นไอดอลให้แก่เด็กที่ฝันอยากเป็นนักออกแบบทั่วโลก แถมเป็นหนึ่งในร้อยผู้ที่มีอิทธิพลที่สุดในโลกจากการสำรวจของนิตยสาร TIME ลำดับที่ 16 เทียบเท่ากับ David Beckham

นักออกแบบ และนักสัมภาษณ์บอกไว้ว่า หลักการออกแบบของ Ive มีอยู่ไม่กี่อย่าง

ข้อแรก ความเป็นธรรมชาติ เช่น iMac G4 ที่ได้รับอิทธิพลมาจากดอกทานตะวัน (ที่เราพยายามมองมาทั้งวันว่ามันเหมือนตรงไหน? )Apple Pro Mouse ที่มาจากหยดน้ำ หรือแม้กระทั่งสีน้ำเงิน Bondi Blue ของ iMac G3 ที่เขาตั้งใจให้มันเป็นสีเดียวกันน้ำ รวมถึงสีต่างๆ ในชุดเดียวกันก็มีต้นแบบมาจากผลไม้ทั้งหมด รวมถึงความเป็นธรรมชาติของวัฒนธรรม หรือประวัติศาสตร์ในถิ่นต่างๆ ก็ล้วนเป็นส่วนประกอบในงานออกแบบต่างๆ ของเขาที่ไม่ใช่คอมพิวเตอร์

สอง, ความ Minimalism แต่เต็มไปด้วยความสวยงาม สังเกตจากผลิตภัณฑ์ของ Apple ทุกชิ้นที่พยายามหลักหนีการออกแบบที่เต็มไปด้วยโลโก้หรือคำโฆษณาเพื่อการตลาดมาตลอด หรือตั้งป้อมอยู่ฝั่งตรงข้ามกับพวกที่พยายามเพิ่มปุ่มปฎิบัติการให้ดูไฮเทค ขณะที่ Apple ทำทุกอย่างให้มันน้อยที่สุด ไม่เชื่อก็ลองนับสายไฟที่มีอยู่เพียงสายเดียวของเครื่อง iMac กับ PC ดูเอาเอง-ใครน้อยกว่าชนะ

สาม, ความจริงใจ หลักฐานคือการเลือกใช้วัสดุในการสร้าง Ive คิดเผื่อให้ทนไม้ทนมือของคนทุกระดับ ตั้งแต่คนมือหนักชอบขว้างปาข้าวของ(คำเตือน: อย่าลองดีขว้างปาอะไรทั้งสิ้น) กระทั่งคนคนมือเบาชนิดวางของลงโต๊ะยังไม่มีเสียงเขาตั้งใจจุกจิกสรรหาวัสดุที่ทนทานกับงานทุกประเภทและคำนึงว่ามันต้องไม่เสียความสวยหรูไปแม้แต่น้อย ถึงแม้จะหยิบอะลูมิเนียมมาประกอบก็ตามที

สุดท้ายคือความเป็นมิตร หน้าตาของผลิตภัณฑ์ทุกชิ้นจึงถูกออกแบบมาให้คล้ายเฟอร์นิเจอร์ตกแต่งบ้าน ซึ่งต่อยอดจากความต้องการของ Jobs ผลที่ได้ก็อย่างที่เห็น ใครมีเครื่อง iMac หรือ Macbook ก็แทบอยากจะเอาไปตั้งโชว์หน้าบ้าน ถ้าไม่กลัวหายเสียก่อน

นับได้ไม่รู้กี่ปีที่ Ive วนเวียนอยู่ในวงการออกแบบ แต่ขณะนี้เขาก้าวสู่ตำแหน่ง Senior Vice President ของบริษัท Apple ด้วยวัยที่นับได้ 41 ปี และทุกวันนี้ก็ยังคงออกแบบอยู่อย่างไม่รู้จักโตเหมือนเดิม เขาอยู่เพื่อค้นหาดีไซน์ที่พร้อมเปลี่ยนแปลงโลกจากอากาศอย่างที่เขาทำมานักต่อนัก

น่ากลัวว่างานออกแบบของเขาที่เข้าตาและถูกใจคนทั่วโลก จะนับไม่ได้เข้าสักวัน

เห็นไหมว่าคนอย่างนี้คบหา รู้จักไว้สักนิดก็ดีนะ.....
Feb 16
1:36 PM


Note: To add an image or link in your message, use <img src="http://www.hi5.com/example.jpg"> or <a href="http://www.hi5.com/example.html">Text </a>

 
 

  
แล้วจะมาแบ่งปันความรู้ให้กันอีกครับ
Mar 18
3:42 PM


Note: To add an image or link in your message, use <img src="http://www.hi5.com/example.jpg"> or <a href="http://www.hi5.com/example.html">Text </a>

 
 

  
เรื่องน่ารู้ใหม่ๆกำลังมา
Aug 5
11:32 PM


Note: To add an image or link in your message, use <img src="http://www.hi5.com/example.jpg"> or <a href="http://www.hi5.com/example.html">Text </a>

 
 

  
เยี่ยมไปเลยค่ะ : )
Sep 2
5:09 AM


Note: To add an image or link in your message, use <img src="http://www.hi5.com/example.jpg"> or <a href="http://www.hi5.com/example.html">Text </a>

 
 

  

Title
body
 

Purchase additional coins

You need an additional: hi5 Coins hi5 Coins

Get Coins No Thanks